สมุนไพรมะม่วงหินมะพานต์

สมุนไพรมะม่วงหินมะพานต์

มะม่วงหินมะพานต์เป็นไม้ยืนต้น อยู่ในตระกูลเดียวกับมะม่วง มีชื่อสามัญว่า Cashew nut ทางวิทยาศาสตร์ว่า Andacar occidentalelinn อยู่ในวงศ์ ANACARDIACEAE ในประเทศไทยมีชื่อเรียกตามท้องถิ่นต่างๆมากมายเช่น ทางภาคใต้เรียกว่า กาหยี กายูง ยาโหย้ ยาห้อย ยาร่วง, หัวครก , ทางภาคเหนือเรียกว่า มะม่วงชูหน่วย มะม่วงกาสอ มะม่วงคุลา มะม่วงลังกา มะม่วงสิงหล ฯลฯ

ลำต้น
มะม่วงหินมะพานต์เป็นไม้ยืนต้นที่ไม่ผลัดใบ ( Evergreen tree ) มีความสูงประมาณ 20-40 ฟุต กิ่งก้านมีลักษณะแผ่ออกไปเป็นพุ่มกว้าง กว้างประมาณ 12-35 ฟุต มีการแตกของกิ่งก้านสม่ำเสมอ และกิ่งก้านจะแผ่ทอดยาวในลักษณะลงต่ำเมื่อโตเต็มที่ลำตันจะใหญ่ จัดอยู่ในไม้ขนาดกลาง ขนาดโดยรอบประมาณ1-3 ฟุต เนื้อไม้เป็นไม้เนื้ออ่อนมีเปลือกหุ้ม และภายในเนื้อไม้จะมีน้ำยางข้นเหนียวสีเหลืองมีลักษณะเหนียว และมีรสฝาด เนื้อไม้มีสีเทา หรือสีน้ำตาลอมแดง มีความแน่นพื้นฐาน 0.4 กรัม/ลบ.ซม. เปลือกไม้มีสีน้ำตาลปนเทา ภายในเปลือกจะมีน้ำยางสีขาวอยู่ มีรสฝาด และยางนี้เมื่อสัมผัสกับอากาศจะเปลี่ยนเป็นสีดำ ซึ่งเรียกว่า “ มิลกี “

ใบ
ใบของมะม่วงหินมะพานต์หนา เป็นมัน มีลักษณะคล้ายรูปไข่ โคนใบแหลม ปลายใบป้อมหรือป้านคล้ายใบลั่นทม ยาวประมาณ10-12 ซม. กว้างประมาณ5-7.5 ซม. เส้นข้างและเส้นกลางใบเรียงตัวสลับกันเห็นได้ชัดเจน ใบอ่อนมีสีเขียวเกือบทั้งใบยกเว้นใต้ท้องใบจะมีสีแดงปนน้ำตาล และใบแก่จะเป็นสีเขียวทั้งใบ

ดอก
ดอกของมะม่วงหินมะพานต์มักตจะออกดอกตรงปลายกิ่งที่สมบูรณ์ เป็นช่อดอก ซึ่งเรียกว่า Panicles ดอกจะเริ่มออกช่อจากทางทิศตะวันออกไปทางทิศตะวันตก และดอกจะออกเต็มช่อภายใน 32 วัน ลักษณะของช่อ ดอกบริเวณปลายกลุ่มใบจะมีก้านช่อดอกยื่นยาวออกไป และมีก้านช่อดอกย่อยประมาณช่อละ 5-11 ก้าน ช่อย่อยจะเรียงสลับกันบนก้านช่อดอก ก้านช่อดอกที่แตกออกมาในครั้งแรกจะมีสีชมพู ต่อมาจะเปลี่ยนเป็นสีขาว และต่อมาจะกลายเป็นสีเขียว ในช่อดอกแต่ละดอกจะมีดอกทั้งหมดเฉลี่ยแล้วประมาณ 300 ดอก ในแต่ละช่อดอกจะมีดอกประกอบอยู่ 3 ประเภท คือ ดอกตัวเมีย ดอกตัวผู้ และดอกสมบูรณ์เพศ จะมีดอกตัวผู้อยู่ประมาณร้อยละ96 ดอกตัวเมียและดอกสมบูรณ์เพศที่สามารถผลิตผลได้มีมีประมาณร้อยละ4 ดอก ซึ่งมักจะอยู่บริเวณปลายช่อดอก เมื่อดอกบานปลายดอกจะมวนตัวออก เปิดให้เกสรลอยออกไปหรือให้เกสรตัวเมียได้รับการผสมพันธุ์ ดอกนั้นจะมีกลิ่นหอมคล้ายดอกพิกุล มีลักษณะ เล็ก เบา สีเหลืองแกมเขียว มี5กลีบ ฐานรองดอกมีสีเขียว กลีบดอกออกครั้งแรกมีสีขาว แล้ว2-3วันจะเปลี่ยนเป็นสีชมพู ส่วนละอองเกสรนั้นจะมีสีชมพู แล้วเมื่อแก่จะมีสีเทา รังไข่มีสีเหลืองอ่อน ซึ่งเมี่อได้รับการผสมพันธุ์จะกลายเป็นสีชทพูยอดเกสรตัวเมียมีรูปร่างคล้ายเข็ม มีสีครีม ดอกเพศผู้มี5 กลีบ มีอับเกสรอยู่ประมาณ7-10อัน ซึ่งดอกสมบูรณ์เพศจะมีขนาดใหญ่กว่าดอกเพศผู้เล็กน้อย และดอกเพศผู้จะยาวกว่าดอกเพศเมียอย่างเห็นได้ชัด

ผล
ส่วนจริงๆที่เป็นผลคือ ส่วนที่เป็นเมล็ดที่มีลักษณะคล้ายรูปไต ที่ติดอยู่ตรงปลายสุดของก้านดอก โดยทั่วไปเข้าใจกันว่าส่วนที่เป็นก้านดอกที่อยู่เหนือและติดกับเมล็ดนั้นเป็นผล ซึ่งส่วนที่เข้าใจกันว่าเป็นเมล็ดนั้น แท้จริงคือก้านดอกมะม่วงหินมะพานต์ที่ได้รับการผสมพันธุ์ แล้วขยายตัวผองขึ้น ในระยะแรกเมล็ดจะมีขนาดใหญ่กว่าก้านดอกหรือที่เข้าใจกันว่าเป็นผล แต่เมื่อเมล็ดหยุดการเจริญเติบโต ส่วนที่เป็นผล เมื่อสุกจะมีสีเหลือง สีแดง คล้ำ หรือสีเหลืองปนแดง ลักษณะของผลนั้นมีลักษณะกลม ยาว รี ป้อมคล้ายกับชมพู่เมล็ดสุกจะมีรสอมเปรี้ยวอมหวาน บางชนิดมีรสฝาด

เมล็ด
มีลักษณะคล้ายไตยาวประมาณ 3 เซนติเมตร กว้างประมาณ 2.5 เซ็นติเมตรเมื่เจรญเติบโในระยะแรกจะมีขนาดใหญ่กว่าก้านดอกหรือที่เรียกว่าผล ในระยะแรกจะมีสีชมพูหรือสีม่วง แล้วจะเปลี่ยนเป็นสีเขียวและมีลักษณะค่อนข้างอ่อน เมื่อเมล็ดโตเต็มที่จะมีขนาดเล็กลง เปลือกจะแข็ง และจะกลายเป็นสีเทาอมเขียวและสีน้ำตาลปนเทา

เมล็ดชั้นนอก
เมล็ดชั้นนอกเปลือกจะมีผิวด้านนอกและด้านในติดกับเมล็ด เปลือกผิวด้านนอกและด้านในมีลักษณะเรียบเป็นมันเปลือกทั้งสองนี้จะห่อหุ้มยางและน้ำมัน ซึ่งมีลักษณะคล้ายรวงผึ้ง ซึ่งเรียกว่า Mesocarp และในเม็ดชั้นนอกนี้จะมียางอยู่ ซึ่งยางนั้นเป็นอันตรายต่อผิวหนัง เมื่อถูกผิวหนาอาจทำให้เกิดแผลผุผองได้ เพราะยางนี้เป็นน้ำมันกรดอย่างแรง ซึ่งประกอบด้วยกรดอนาคาร์ดิก 90% และกรดคาร์ดอร์ 10% เมล็ดในหรือเนื้อเมล็ด มีลักษณะโค้งงอเหมือนไต แบ่งออกได้เป็น 2 ซีก เมล็ดจะมีสีขาวนวล

เปลือกชั้นใน
เป็นเปลือกที่หุ้มเนื้อเมล็ดอีกชั้นหนึ่ง จะมีสีชมพู เมื่อนำมาอบเปลือกนี้จะมีสีแดงแห่งๆแตกง่าย ซึ่งเปลือกด้านในนี้ถือว่าเป็นเปลือกที่บางมาก

ราก
รากของมะม่วงหินมะพานต์นั้นเป็นรากแก้ว ซึ่งจะลึกและแผ่กว้าง ปกติแล้วรากของมะม่วงหินมะพานต์จะลึกประมาณ1-1.5เมตร เท่าตามขนาดของทรงพุ่ม


ประโยชน์ของมะม่วงหินมะพานต์
ประโยชน์จากลำต้น
เนื่องจากเป็นไม้เนื้ออ่อนและมีขนาดเล็ก จึงเหมาะที่จะนำมาใช้ทำหีบใส่ของ ลังไม้ ใช้ทำเรือเอก แอก คุมล้อเกวียน นอกจากนั้นยังเหมาะที่จะทำฟืนและถ่านอีกด้วย

ประโยชน์จากเนื้อไม้
เนื้อไม้ของมะม่วงหิมพานต์นี้จะมีสีแดง หรือน้ำตาลแกมแดง มีความแก่นพอสมควร ในส่วนของเนื้อไม้นี้เรานำเอามาใช้ประโยชน์หลายอย่าง เช่นใช้ไม้ทำแอกเทียมวัวเทียมควาย ใช้ต่อเรือ ใช้ทำหีบหรือลังไม้บรรจุของใชัทำฟืนสำหรับหุงต้มหรือใช้เผาถ่าน ใช้ทำเป็นดุมล้อเกียวน ใช้ทำเฟอร์นิเจอร์ประดับบ้านและอื่นๆอีกมากมาย

ประโยชน์จาก เปลือกลำต้น
เปลือกใช้ประโยชน์ทางการแพทย์หลายอย่าง เป็นยาแก้ปวดเนื่องจากรำมนาด แก้ปวดฟัน เปลือกใช้เป็นยาต้มแก้ท้องร่วงใช้กลั้วคอล้างปาก ใช้รักษาโรคผิวหนังพุพองและกามโรคเข้าข้อได้ ในประเทศบราซิลมีการใช้เปลือกมะม่วงหิมพานต์เป็นยาดองเพื่อลดความดันโลหิตสูง ใช้เป็นยารักษาโรคไข้มาลาเลียซึ่งบางท่านเห็นว่าได้ผลดีกว่ายาคิวนิน เปลือกของลำต้นมะม่วงหินมะพานต์เมื่อนำมาสกัดตามขบวนการทางเคมีจะได้ แทนนิน หรือเรียกกันทั่วไปว่าน้ำฝาด ในปริมาณที่มาก แทนนินที่ได้เป็นเทนนินแห้ง ซึ่งใช้ในการยอมแห อวน ทำให้ใช้ได้ทนทาน เปลือกที่ตากแดดแล้วสามารถนำมาทำหมักเหล้าได้ ซึ่งจะเรียกเหล้าที่ได้นี้ว่า “หวาก” หรือ “ตะหวาก” โยการนำเปลือกดังกล่าวใส่ไปในกระบอกไม้ไผ่แล้วนำไปแขวนบนตนตาลและรองรับน้ำจากงวงตาลที่ปาด ทิ้งไว้ 2-3วัน จากนั้นก็จะได้เหล้าที่รสชาติหวานหอม ในเปลือกดังกล่าวนั้นจะมียางอยู่ชนิดหนึ่งซึ่งถ้าผึ่งลมไว้จะมีสีดำ สามารถนำมาทำเป็นหมึกประทับตราผ้าได้ โดยการนำยางไปหมัก เพราะยางนี้ไม่ละลายน้ำ แต่ละลายในแอลกอฮอล์แล่อีเทอร์ แต่ยางนี้ก็ยังสามารถทำให้ระคายเคืองผิวแต่เป็นอันตรายน้อยกว่ายางจากเปลือกของเมล็ด และยังสามารถนำไปใช้ทำน้ำประสานในการบัดกรีโลหะ ยางที่ไหลออกมาจะจับกันเป็นก้อนผลึกสีเหลืองคล้ายอำพันซึ่งเรียกว่า “ Gomme “ ยางนี้สามารถนำมาทำเป็นน้ำมันขัดเงาเคลือบปกหนังสือ ไม้แกะสลักต่าง เพื่อป้องกันแมลง นอกจากนี้ถ้านำยางไปเคี่ยวแล้วกรองให้ดี จะสามารถนำไปใช้แทนกาวได้ดีมาก และถ้านำยางนี้มาผสมกับน้ำมะนาวเล็กน้อย ก็จะสามารถใช้ติดประสานเครื่องเฟอร์นิเจอร์ได้ดีมาก

ประโยชน์จากใบ
ในยอดอ่อนนั้นมีธาตุเหล็กและแคลเซียมเป็นองค์ประกอบ ซึ่งใช้เป็นผักรับประทานกับขนมจีน น้ำพริก ฯลฯได้ สามานำมาใช้เป็นยาสมานแผลในลำไส้ได้และช่วยในการรักษาแผลในกระเพาะอาหาร บรรเทาโรคท้องร่วง น้ำร้อนลวกและริดสีดวงได้ ใบแก่เมื่อนำมาบดให้ละเอียดใช้ผอกแผลที่เกิดจากไฟไหม้น้ำร้อนลวกได้ นอกจากนี้ยังสามารถมาขยี้และใช้สีฟัน

ประโยชน์จากผล
สามารถใช้รับประทานเป็นอาหารได้ทั้งอ่อนและสุก ผลอ่อนใช้ยำ แกงได้ ผลสุกจะมีกลิ่นหอมใช้รับประทานแบบผลไม้ได้ น้ำในผลมะม่วงหินมะพานต์ใช้เป็นยาแก้โรคกระเพาะ แก้อาเจียน แก้เจ็บคอ เป็นยาขับปัสสาวะอย่างแรง ใช้ได้กับผู้ป่วยโรคท้องมาน ช่วยขับเหงื่อ ต้านกามโรค และยังสามารถนำไปทำเป็นเครื่องดื่ม แยม ผลไม้กวน น้ำส้มสายชูและไวน์ได้ ชาวบราซิลนิยมทำไวน์จากพืชชนิดนี้มาก เพราะเชื่อว่าสามารถรักษาโรคบิดเรื้อรัง บรรเทาความเจ็บปวดจากโรคประสาทพิการและแก้โรคปวดตามข้อได้ น้ำมันที่สกัดได้จากผลนี้มีวิตามินเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะน้ำมันที่สกัดได้จากมะม่วงหินมะพานต์ชนิดผลแดง ชาวโบลิเวียเชื่อกันว่า น้ำมะมะม่วงหินมะพานต์สามารถกระตุนสมองและทำให้ความจำดีขึ้น สามารถนำมาเป็นอาหารสัตว์ประเภท โค กระบือ ได้อีกด้วย ผลของมะม่วงหินมะพานต์มีกลิ่นต่างๆถึง20กลิ่น ซึ่งสามารถสกัดนำมาทำเป็นหัวน้ำหอมได้

ประโยชน์จากเปลือกเมล็ด
ประโยชน์ของเปลือกนี้มีทั้งในด้านการแพทย์และอุตสาหกรรมดังนี้ ประโยชน์ทางด้านการแพทย์ สามารถใช้กับผู้ป่วยที่เป็นโรคเหน็บชา โรคเลือดคั่ง โรคเรือน โรคเท้าช้าง วัณโรคผิวหนัง โรคหูด โรคตาปลา โรคเท้าแตก และยังสามารถใช้ในการเสริมสวยได้ เช่น ใช้ลอกหนาที่เกิดจากการตกกระ แต่ก็อาจทำไห้เกิดผลเสียได้ ในประโยชน์ทางด้านอุตสาหกรรมนั้น น้ำมันที่สกัดได้มักนำไปทำเป็นผ้าเบรค และแผ่นคลัช ซึ่งผ้าเบรคที่ทำจากน้ำมันนี้จะมีคุณสมบัติทนความร้อนที่เกืดจากแรงเสีดทานได้ถึง 200 องศาเซลเซียส นอกจากนี้ยังสามารถนำมาทำเป็นลูกกลิ้งยางพิมพ์ดีด ฉนวนป้องกันไฟฟ้าแมกนิเตอร์เมเจอร์ และยังทำเป็นกระเบื้องปูพื้น น้ำมันชักเงา ซึงสำหรับใช้ในเครื่องบิน เป็นน้ำมันสำหรับหล่อแบบในอุตสาหกรรมพลาสติกผสมกับน้ำมันลินซีด ใช้ทำกาว ใช้ในการยอมอวนให้ทนทานและทาผลิตภัณฑ์ไม้เพื่อป้องกันปลวก ใช้กำจัดตัวอ่อนของยุงโดยผสมกับพาราฟินเหลว ใช้ผสมปูนซีเมนต์ทำให้ปูนซีเมนต์เหนียวยิ่งขึ้น ใช้ผสมทำน้ำหมึก ทำผ้าน้ำมันกระดาษกันน้ำ และสามารถนำมาทำเป็นยาฆ่าแมลงและปลวก ทั้งยังเป็นเครื่องป้องกันความชื้นในดินให้แก่ต้นไม้อีกด้วย

ประโยชน์จากเมล็ด
ส่วนใหญ่มักนำมารับประทานมากว่าใช้ในการอุสาหกรรม มักนำมาเป็นของเคี้ยวเล่น เมล็ดนี้มีคุณค่าทางอาหารใกล้เคียงไข่ นม และเนื้อต่างๆ ในเมล็ดมีกรดอมิโนในปริมาณที่มากซึ่งเป็นสิ่งที่รางกายต้องการ เมล็ดมะม่วงหินมะพานต์มีคุณค่ามากกว่าถั่วลิสง , แอลมอนด์ และวอนัท แพทย์ในอินเดียใช้เล็ดนี้เลี้ยงทารกอายุเกิน 6ขวบ เพื่อให้ร่างกายโตเร็วและแข็งแรง และในเมล็ดนี้ยังมีกรดไลโนลิอิค อยู่ ซึ่งสามารถป้องกันไขมันอุดตันในเส้นเลือด ป้องกันโรคเกี่ยวกับทรวงอกและหัวใจ นอกจากนี้ยังมีกรดไขมันที่อิ่มตัวอยู่มากกว่าร้อยละ 82 ช่วงในการป้องกันโรคไขมันในตับและไม่สะสมอยู่ในร่างกายมาจนเกินไปไม่ทำให้อวน

ประโยชน์จากเยื่อหุ้มเนื้อเมล็ด
ถ้ามีในปริมาณที่มากอาจเป็นวัตถุดิบในการผลิตแทนนิน เพื่อใช้ในอุสาห-กรรมฟอกหนัง

ประโยชน์จากราก
ในรากนั้นจะมียางสีน้ำตาลใส เมื่อนำเอาไปสกัดแล้วทิ้งไว้ให้แห้ง จะจับตัวกันแข็งเป็นสีน้ำตาลแกมดำใสคล้ายชัน ประโยชน์คือสามารถเป็นยาฝาดสมานแผล และแก้โรคท้องร่วง